Virtual Desktop Infrastrcuture (VDI) จะมาแทน Remote Desktop จริงหรือ

ภานุวัฒน์ หนูนคง's picture

   หลายคนคงได้ยินคำว่า Virtual Desktop Infrastructure หรือ VDI กันพอสมควร และคงจะได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนนี้กระแส Virtualization กำลังเป็นเทรนที่มาแรงเหลือเกิน เพราะนอกจากจะช่วยเราประหยัดค่า hardware ได้แล้วยังลดการใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงลงได้มากอีกด้วย แต่ก่อนเราจะไปถึงคำถามว่า VDI จะมาแทนที่ Remote Desktop ได้หรือไม่ เราต้องมาดูถึงความแตกต่างของ technology ทั้ง 2 ตัวนี้ซะก่อน

   Remote Desktop หรือรู้จักกันในชื่อ Terminal Service เป็น technology ที่อยู่กับเรามานานมาก แม้ว่า feature จะเปลี่ยนไปให้หลากหลายขึ้นแต่โดยหลักๆแล้ว Remote Desktop หรือ Terminal Service ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิม นั่นคือการติดตั้ง Terminal Service server ลงบนเครื่อง Host ซึ่งติดตั้ง OS เช่น Windows server 2008 R2 และรองรับ concurrent connection ที่เข้ามาจาก user จำนวนมากทั้งจาก Windows client OS, thin client หรือ mobile device ทั้งหลาย

หลังจาก connect เข้ามาได้แล้ว client เหล่านั้นก็จะสามารถ login เข้า profile ของตัวเอง ได้หน้าตา desktop ต่างๆกันไปตามแต่จะ setup จากนั้นก็จะสามารถใช้งาน application ได้ตามแต่ที่ Windows เครื่อง Host ได้ลงไว้ เช่น Microsoft Office หรือ business application ต่างๆ

จุดสำคัญก็คือ user จะ share OS เดียวกันแต่จะแยกกันเด็ดขาดใน session level และเนื่องจาก OS นั้นใช้ร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ user จะ modify OS, ติดตั้ง software เอง หรือแม้แต่การ reboot เครื่อง เพราะการทำเช่นนั้นจะกระทบกับ user ทั้งหมดที่อยู่บน host นั้น

   Virtual Desktop Infrastructure (VDI) VDI จะต่างออกไป เราต้องมี Virtualization host เช่น Microsoft Hyper-V หรือ VMware ซึ่งติดตั้ง Virtual Machine(VM) จำนวนมากเอาไว้ จากนั้น user ก็จะ connect มาที่ VM เหล่านั้นผ่านทาง RDP และก็เหมือน Remote Desktop คืออาจมาจากหลายทางก็ได้ไม่ว่าจะเป็น Client OS, thin client หรือ mobile device จากนั้นเมื่อ user connect ได้แล้วก็จะได้หน้า desktop ของตัวเองตาม profile ที่ตั้งไว้ และสามารถใช้งาน application ไว้ว่าจะเป็น Microsoft Office หรือ business application ต่างๆ

ข้อแตกต่างสำคัญของ VDI กับ Remote Desktop ก็คือ VDI จะแยกการทำงานของแต่ละ user ในระดับ OS เลย นั่นหมายถึง user สามารถจะ modify OS ติดตั้ง software ด้วยตัวเอง(ถ้ามีสิทธิ์) หรือแม้แต่การ reboot เครื่องเพราะแต่ละ user OS นั้นแยกอิสระต่อกันนั่นเอง

อ่านข้อแตกต่างด้านบนแล้ว แต่ละคนคงคิดว่าอย่างนี้ก็ย้ายไปใช้ VDI เลยไม่ดีกว่าเหรอ เพราะ VDI ก็ทำได้ทุกอย่างที่ Remote Desktop ทำได้ ซึ่งความจริงทางเทคนิคเป็นเช่นนั้น แต่ แต่ แต่ ข้อสำคัญอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ VDI ส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่า Remote Desktop มาก นอกจากนี้ยังมีค่า license และเนื่องจาก technology ที่ต่างกัน จึงต้องการคนที่มีความรู้อีกด้านมาดูแลอีกด้วย

ฉะนั้นการจะรู้ว่าเราควรนำ VDI มาใช้ในองค์กรของเราหรือเปล่า จึงต้องดูให้รอบด้าน เช่นถ้าเราต้องการให้ user ใช้งาน application พื้นฐานธรรมดา user ไม่มีสิทธิ์ install software หรือยุ่งเกี่ยวกับ OS อย่างนี้ใช้แค่ Remote Desktop ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่ถ้าเราต้องการใช้ Thin หรือ Zero client มาทดแทนการใช้งาน PC ของพนักงาน และต้องการให้พนักงานยังสามารถทำงานได้ทุกอย่างเหมือนกับเป็น desktop pc ปกติ แบบนี้ก็ควรพิจารณา VDI มากกว่า Remote Desktop ครับ

ที่มา : http://www.befirstnetwork.com/node/26
 

tag ที่เกี่ยวข้อง: 

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นศูนย์บริการวิชาการและสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยและการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งพัฒนาระบบงานการบริการและการบริหาร ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งระบบ

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย